การทำรากฟันเทียมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการทดแทนฟันธรรมชาติที่สูญเสียไปอย่างถาวร แต่เนื่องจากเป็นการรักษาที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและขั้นตอนที่ซับซ้อน การเลือกคลินิกและเข้าใจสัญญาณเตือนที่ควรพบแพทย์จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง วันนี้เรารวมเนื้อหาสำหรับผู้ที่ต้องการรักษารากฟันเทียมมาฝากกันค่ะ
แนวทางการเลือกคลินิกทำรากฟันเทียม
การทำรากฟันเทียมเป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพช่องปากในระยะยาว ดังนั้นควรพิจารณาปัจจัยเหล่านี้อย่างรอบคอบ
1. ตรวจสอบความเชี่ยวชาญของทันตแพทย์
การฝังรากฟันเทียมเป็นหัตถการเฉพาะทาง คุณควรเลือกคลินิกที่มี ทันตแพทย์เฉพาะทางด้านรากฟันเทียมโดยเฉพาะ หรือทันตแพทย์ที่มีประสบการณ์สูงด้านการผ่าตัดในช่องปาก
- วิธีการตรวจสอบ สอบถามคุณวุฒิและประสบการณ์ของแพทย์ และสามารถตรวจสอบรายชื่อทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้จากเว็บไซต์ของทันตแพทยสภา
- ประสบการณ์สำคัญ ทันตแพทย์ที่มีประสบการณ์สูงจะสามารถวางแผนการรักษาได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะในเคสที่กระดูกขากรรไกรไม่เพียงพอ (ต้องมีการปลูกกระดูก)
2. มาตรฐานของคลินิกและเทคโนโลยี
การผ่าตัดรากฟันเทียมต้องทำในสภาพแวดล้อมที่ปลอดเชื้อ เพื่อป้องกันการติดเชื้อหลังการผ่าตัด
- ใบอนุญาตและมาตรฐาน คลินิกต้องมีใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล (เลข 11 หลัก) ที่สามารถตรวจสอบได้ตามกฎหมายของกระทรวงสาธารณสุข
- เทคโนโลยีที่ใช้ ควรเลือกคลินิกที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัย เช่น การถ่ายภาพรังสี 3 มิติ (Dental CT Scan) เพื่อประเมินความหนาแน่นและปริมาณกระดูกขากรรไกรได้อย่างแม่นยำ รวมถึงมีเครื่องมือสำหรับ รากฟันเทียมดิจิทัล ที่ช่วยในการจำลองและนำร่องการผ่าตัด
- ระบบปลอดเชื้อ คลินิกต้องมีห้องผ่าตัดหรือบริเวณสำหรับผ่าตัดที่มีการควบคุมการปลอดเชื้ออย่างเคร่งครัด
3. คุณภาพของวัสดุและบริการหลังการรักษา
รากฟันเทียมที่ดีจะอยู่กับคุณไปได้หลายสิบปี วัสดุจึงต้องมีคุณภาพสูง
- ยี่ห้อรากฟันเทียม ควรเลือกยี่ห้อที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล มีผลการวิจัยรองรับ และมีบริษัทผู้จัดจำหน่ายในประเทศไทยที่เชื่อถือได้ เพื่อให้สามารถติดตามและซ่อมบำรุงในอนาคตได้ง่าย (เช่น Straumann, Nobel Biocare)
- การรับประกัน คลินิกที่ดีควรมี การรับประกัน รากฟันเทียมและครอบฟันที่ชัดเจน พร้อมทั้งกำหนดระยะเวลาและเงื่อนไขการรับประกัน
อาการแบบไหน ที่ควรไปพบแพทย์เพื่อทำรากฟันเทียม?
การทำรากฟันเทียมมักเป็นการรักษาที่เข้ามาทดแทนฟันที่สูญเสียไปแล้ว สัญญาณบ่งบอกว่าคุณควรไปพบทันตแพทย์เพื่อปรึกษาเรื่องรากฟันเทียมมีดังนี้
1. อาการที่บ่งชี้ว่าฟันซี่นั้นไม่สามารถรักษาได้แล้ว (ต้องถอน)
หากคุณมีอาการเหล่านี้ ควรรีบไปพบทันตแพทย์ทันทีเพื่อประเมินการถอนฟันและการวางแผนทำรากฟันเทียมทดแทน
- ปวดฟันรุนแรงและปวดตุ๊บๆ ไม่หาย แม้ได้รับยาแก้ปวดแล้ว
- เหงือกบวมแดง มีตุ่มหนอง บริเวณรากฟัน หรือมีหนองไหลออกมาจากเหงือก
- ฟันโยกอย่างมาก (มากกว่าปกติ) หรือมีกระดูกรอบรากฟันละลายตัวมาก
- ฟันแตกหรือหักลึกถึงรากฟัน จนไม่สามารถบูรณะด้วยการครอบฟันได้
2. สัญญาณเตือนว่าถึงเวลาทดแทนฟันที่สูญเสียไป
รากฟันเทียมคือทางออกที่ดีที่สุดเมื่อคุณสูญเสียฟันซี่ใดซี่หนึ่งไป และเริ่มมีอาการเหล่านี้
- ฟันที่เหลือเริ่มล้มหรือเอียงเข้าหาช่องว่าง เมื่อปล่อยช่องว่างไว้นาน ฟันข้างเคียงจะเคลื่อนตัว ทำให้เกิดปัญหาการสบฟัน
- เคี้ยวอาหารลำบาก การสูญเสียฟันซี่หลังทำให้ประสิทธิภาพในการบดเคี้ยวลดลง ส่งผลกระทบต่อระบบย่อยอาหาร
- ใบหน้าเริ่มทรุดตัว การสูญเสียฟันเป็นเวลานานจะทำให้กระดูกขากรรไกรบริเวณนั้นค่อยๆ ละลายตัวลง ทำให้เกิดการยุบตัวของใบหน้าหรือดูแก่กว่าวัย
3. เมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับรากฟันเทียมที่เคยทำไปแล้ว
หากคุณเคยทำรากฟันเทียมมาแล้ว และมีอาการเหล่านี้ ควรรีบเข้าพบแพทย์เฉพาะทางทันที
- ปวดอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง บริเวณรากฟันเทียม
- เหงือกบริเวณรากฟันบวมแดง หรือมีหนองไหลออกมา
- รากฟันเทียมรู้สึกโยกหรือหลวม อย่างชัดเจน (แสดงว่าอาจมีการอักเสบและกระดูกละลายรอบๆ รากเทียม)
- มีไข้ร่วมด้วย หลังการผ่าตัด 1-2 วัน
รากฟันเทียมราคาเริ่มต้น 35,000 บาทต่อซี่
การทำรากฟันเทียมถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว แต่มีค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกันไปตามคลินิกและยี่ห้อของวัสดุ
ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นที่ควรทราบ
โดยทั่วไปแล้ว ราคาเริ่มต้นสำหรับการทำรากฟันเทียม 1 ซี่ ในคลินิกที่ได้มาตรฐานจะเริ่มต้นที่ประมาณ 35,000 บาท ขึ้นไป ซึ่งราคานี้มักจะรวมค่าใช้จ่ายหลักๆ ดังนี้
- ค่ารากฟันเทียม วัสดุไทเทเนียมที่ใช้ฝังในกระดูก
- ค่าเดือยรองรับครอบฟัน ส่วนที่เชื่อมต่อระหว่างรากฟันเทียมกับครอบฟัน
- ค่าครอบฟัน ตัวฟันปลอมที่ใช้บดเคี้ยว ซึ่งอาจใช้วัสดุที่แตกต่างกัน เช่น โลหะเคลือบพอร์ซเลน หรือเซรามิกทั้งชิ้น
อ้างอิงแหล่งข้อมูล : https://loeidentalhouse.com/dental-implant/
การทำรากฟันเทียมเป็นการรักษาที่ปลอดภัยเมื่อทำโดยทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและในคลินิกที่ได้มาตรฐาน การสังเกตอาการปวดหรืออาการสูญเสียฟันตั้งแต่เนิ่นๆ และการเลือกคลินิกอย่างถี่ถ้วนตามเกณฑ์ที่กล่าวมา จะช่วยให้คุณได้รับผลการรักษาที่ประสบความสำเร็จและมีรอยยิ้มที่มั่นใจไปได้ในระยะยาว
